ดุลยภาพ

 ดุลยภาพ (Equilibrium price and output)
จากที่ได้กล่าวมาแล้วถึงความต้องการซื้อ และความต้องการขายสินค้า ณ ระดับราคาต่าง ๆ ของทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต ระดับดุลยภาพ ก็คือ ระดับราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายเห็นพ้องต้องกัน หรือระดับราคาที่อุปสงค์เท่ากับอุปทาน หรือเส้นอุปสงค์ตัดกับเส้นอุปทาน
รูปที่ 5  แสดงเส้นอุปสงค์ อุปทาน และระดับดุลยภาพ

จากรูปแสดงให้เห็นถึงระดับดุลยภาพที่ความต้องการซื้อและความต้องการขายเท่ากันพอดี (เส้น D ตัดกับเส้น S ณ จุด E) โดย ณ ราคาสินค้า 60 บาทต่อหน่วย ผู้ซื้อและผู้ขายมีความต้องการสินค้าที่ 120 หน่วย
ทั้งนี้ จุดที่ราคาสูงกว่าราคาดุลยภาพ จะเกิดอุปทานส่วนเกิน (Excess supply) และจะมีการปรับตัวเข้าสู่ราคาดุลยภาพ
ส่วนจุดที่ราคาอยู่ต่ำกว่าราคาดุลยภาพ จะเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน (Excess demand) และจะมีการปรับตัวสู่ราคาดุลยภาพ

ดุลยภาพในระยะสั้น

แม้ว่า สินค้าในตลาดแข่งขันกึ่งผูกขาดจะสามารถใช้ทดแทนกันได้ แต่ถ้าหน่วยการผลิตรายใดสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า จนกระทั้งไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ ก็จะสามารถยกระดับราคาขึ้นไปสูงและได้รับกำไรส่วนเกินจำนวนมาก ดังนั้นผู้ผลิตในตลาดนี้จึงพยายามหากลยุทธต่างๆเพื่อจูงใจลูกค้า เช่นการโฆษณา ส่งเสริมการขาย บริการหลังการขาย ส่วนหน่วยผลิตที่ไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าได้ก็จะได้รับเพียงกำไรปกติเท่านั้น

ดุลยภาพในระยะยาว

ผู้ผลิตในตลาดน้จะต้องเผิญกับการแข่งขัน หน่วยผลิตใหม่ๆเข้ามาสู่อุตสาหกรรมได้อย่างเสรี โดยมีกำไรส่วนเกินเป็นแรงจูงใจ แม้ว่าสินค้าในตลาดนี้จะมีความแตกต่างกันแต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถใช้ทดแทนกันได้ เมื่ออุปทานเพิ่มขึ้นผู้ผลิตบงรายอาจขาดทุนต้องเลิกกิจการไป ทำมมห้อุปทานลดต่ำลง ในระยะยาวผู้ผลิตแต่ละรายได้ได้รับเพียงกำไรปกติเท่านั้น

ดุลยภาพของผู้ผลิต

การอธิบายพฤติกรรมของผู้ผลิตในตลาดผู้ขายน้อยรายมีทฤษฎีหนุนหลังอยู่ 3 ทฤษฎีคือ

ทฤษฏีที่ 1 การตั้งราคาโดยวิเคราะห์เส้นอุปสงค์หักงอ

Oligopoly.jpg

  • ราคาในตลาดผู้ขายน้อยรายจะค่อนข้างคงที่ เพราะการเปลี่ยนแปลงราคาจะมีผลกระทบมาก
  • เนื่องจากเส้นอุปสงค์ในตลาดผู้ขายน้อยรายเป็นเส้นหักงอ ทำให้ MR ไม่ต่อเนื่อง ณ จุดที่มีการหักงอ ทั้งนี้เพราะ MR คือความชันของ TR ซึ่ง TR เท่ากับ P*Q
  • เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ผู้ผลิตจะผลิตสินค้า ณ ปริมาณที่ MC = MR เส้น MC จึงมักจะตัดกับเส้น MR ในจุดที่มีการขาดช่วง
  • ต้นทุนจะอยู่ที่เส้น ATC ที่ปริมาณการผลิตเท่ากับ Q
  • หาก P > ATC หน่วยผลิตนี้จะได้กำไรส่วนเกิน
  • หาก P = ATC หน่วยผลิตนี้จะได้กำไรปกติเท่านั้น
  • หาก P < ATC แต่ P > AVC หน่วยผลิตนี้จะขาดทุนแต่ยังผลิตต่อไป
  • หาก P < ATC และ P < AVC หน่วยผลิตนี้จะขาดทุนและปิดกิจการ
  • ถ้าต้นทุนการผลิตเปลี่ยนแปลงไป จนทำให้เส้น MC ขยับขึ้นหรือลง แต่ยังอยู่ในช่วงที่มีปริมาณการผลิตเท่ากับQ หน่วยผลิตก็ยังขายสินค้าในราคา P ซึ่งทำให้ผลกำไรเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น
  • สรุปได้ว่า ราคาสินค้าในตลาดผู้ขายน้อยรายจะค่อนข้างคงที่

ทฤษฏีที่ 2 การตั้งราคาโดยมีข้อตกลงร่วมกัน

ในตลาดผู้ขายน้อยราย มักมีการรวมกลุ่มสร้างข้อตกลงร่วมกัน เสมือนว่าเป็นกลุ่มผู้ขายผูกขาด เพื่อกำหนดราคาขายและปริมาณการผลิต เพื่อหาประโยชน์ร่วมกันแทนที่จะแข่งขันกันเอง

  • หากทำโดยเปิดเผย เรียกว่า คาร์เทล (Cartel)
  • หากทำแบบลับๆ เรียกว่า คอลลูชั่น (Collusion)

ข้อตกลงร่วมกันสามารถทำได้ 2 รูปแบบ ดังนี้

  1. การตกลงร่วมกันโดยแบ่งส่วนตลาด (Market sharing cartel) เช่น แบ่งพื้นที่กันขาย
  2. การตกลงร่วมกันเป็นตลาดเดียว (Centralize cartel) เป็นการตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการระหว่างผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ในการขายสินค้า ณ ราคาที่เท่ากัน และมีการแบ่งโควต้าระหว่างสมาชิกผู้ผลิต โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือแสวงหาผลกำไรสูงสุด

ทฤษฏีที่ 3 การตั้งราคาตามผู้นำ

ราคาสินค้าตามทฤษฎีนี้จะถูกกำหนดโดยผู้ค้ารายหนึ่งก่อน จากนั้นผู้อื่นจึงตั้งราคาตามโดยยอมรับราคาของผู้นำ ผู้ที่จะเป็นผู้นำราคาจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นมานาน มีความสามารถในการคาดคะเนสภาพการณ์ และมีประสิทธิภาพในการผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งขันรายอื่น หากผู้ค้ารายอื่นไม่ยอรับราคาอาจนำไปสู่สงครามราคา ผู้ที่มีต้นทุนสูงจะเดือดร้อน ผู้นำราคาจะกำหนดราคาที่ตนเองได้กำไรสูงสุดคือ MC=MR ส่วนผู้ผลตรายอื่นจะมีต้นทุนที่สูงกว่าแต่อาจขายในราคาที่ผู้นำกำหนด

ในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยมนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าราคาของสินค้าและบริการจะถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานของตลาด เนื่องจากอุปสงค์จะแสดงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าชนิดหนึ่งเป็นปริมาณเท่าใดในแต่ละระดับราคา ส่วนอุปทานจะเป็นการแสดงถึง พฤติกรรมของผู้ผลิตในการขายสินค้าชนิดนั้นเป็นปริมาณเท่าใดในแต่ละระดับราคา โดยปกติแล้ว ปริมาณความต้องการซื้อหรืออุปสงค์ในสินค้าไม่จำเป็นจะต้องเท่ากับปริมาณความต้องการเสนอขายหรือ อุปทานในสินค้า ณ ขณะใด พฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าจะเป็นไปตามกฎของอุปสงค์และอุปทานดังนี้
ถ้าอุปสงค์ของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งมีปริมาณมากกว่าอุปทานของสินค้าชนิดนั้น ราคาสินค้านั้นจะมีแนวโน้มสูงขึ้น และเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นจะทำให้อุปทานเพิ่มขึ้น อุปสงค์ลดลง ตรงกันข้าม ถ้าอุปสงค์มีปริมาณน้อยกว่าอุปทาน ราคาสินค้านั้นจะมีแนวโน้มลดลง และเมื่อราคาสินค้าลดลงจะทำให้อุปทานลดลง อุปสงค์เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานของสินค้าจะเคลื่อนไหว สลับไปมาอย่างนี้เรื่อยไป จนกระทั่งเข้าสู่ดุลยภาพของตลาด ณ จุดที่ปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณอุปทาน เราเรียกระดับราคาดังกล่าวว่าราคาดุลยภาพ (equilibrium price)
ราคาดุลยภาพหมายถึงระดับราคา ณ จุดที่ปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณอุปทาน (ดุลยภาพ ของตลาด) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นราคาที่ความต้องการเสนอซื้อเท่ากันพอดีกับความต้องการ เสนอขาย ถ้าพิจารณาจากกราฟ ราคาดุลยภาพจะเป็นระดับราคา ณ จุดที่เส้นอุปสงค์ตัดกับเส้นอุปทาน

ดุลยภาพของตลาด (Market equilibrium)
ดุลยภาพของตลาด หมายถึงสภาพสมดุลที่เกิดขึ้น ณ ระดับราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อขายแล้ว ปริมาณเสนอซื้อเท่ากับปริมาณเสนอขายพอด

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s